จวกเละ! “โค้ชโปโลน้ำชายไทย” โวย “มาเลเซีย” จัดให้แข่งทุกวัน

อัลฟองโซ่ เมริโน่ เทรนเนอร์ชาวสเปน ของทัพโปโลน้ำชาย ทีมชาติไทย ออกมาโวย “เจ้าภาพ” มาเลเซีย

หลังเห็นการผลตารางการแข่งขันของลูกทีมใน ศึกซีเกมส์ 2017 ที่กำลังจะมีการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม – 29 สิงหาคม นี้

กุนซือแดนกระทิงดุ ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ค ส่วนตัวหลังไม่พอใจที่ทางฝ่ายจัดการแข่งขัน จัดโปรแกรมให้ทัพโปโลน้ำไทย ต้องลงแข่งขันติดต่อกันแบบไม่ให้หยุดพัก 4 วันรวด ขณะที่ชาติอื่นๆได้สิทธิ์พัก 1 วัน

“การจัดการแข่งขันในซีเกมส์ มันห่วยมาก ทำไมทุกทีมถึงได้มีวันหยุดพักหนึ่งวัน แต่ทำไม ทีมชาติไทย ถึงต้องลงแข่งขันแบบต่อเนื่อง 4 วันติดต่อกัน มันเกิดกับไทยแค่ทีมเดียว”

“ทำไมวันที่ 19 สิงหาคม เราถึงไม่ได้หยุด ทั้งที่ทีมชาติไทย ลงแข่งขันเสร็จตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม ขณะที่ทีมอื่นจะแข่งเสร็จวันที่ 20 สิงหาคม”

“อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าจะสามารถพาทีมคว้าเหรียญใด เหรียญหนึ่งให้ได้ในการแข่งขันที่มี มาเฟีย แบบนี้”

สำหรับการแข่งขัน โปโลน้ำชาย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 29 มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 5 ชาติ ประกอบด้วย มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และไทย โดยจะแข่งขันแบบพบกันหมด

โปรแกรมของทีมโปโลน้ำชายไทย
วันที่ 15 สิงหาคม 2560
ฟิลิปปินส์ – ไทย

วันที่ 16 สิงหาคม 2560
ไทย – สิงคโปร์

ผีแดงร้องอ้าว ! งูใหญ่ ประกาศรายชื่อทัวร์พรี-ซีซัน เปริซิซ โผล่ติด 28 ขุนพล

งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน สโมสรชั้นนำแห่งศึกฟุตบอล ซีเรีย อา อิตาลี ทำการประกาศรายชื่อ 28 ขุนพลที่จะร่วมเดินทางไปทัวร์พรี-ซีซัน ยังประเทศ จีน และ สิงคโปร์ โดย อิวาน เปริซิซ ดาวเตะที่มีข่าวลือเชื่อมโยงกับ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดโผลร่วมทีมไปด้วย

แนวรุกทีมชาติ โครเอเชีย ตกเป็นข่าวย้ายไปร่วมงานกับ โชเซ มูรินโญ ตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ โดยข่าวได้ปะทุเป็นไฟเนื่องจากไม่มีชื่อกับทีมชุดอุ่นเครื่องกับ เนิร์นแบร์ก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกุนซือ ลูชาโน สปัลเล็ตติ ได้ออกมาชี้แจงว่า เปริซิซ ลาไปทำฟันเพียงเท่านั้น

โดย ผีแดง มีความตั้งใจอย่างมากที่จะปิดดีล ปีกโครแอตวัย 28 ปีให้ได้ แต่จากสถานการณ์ล่าสุดยังคงไม่มีวี่แววใดๆปรากฏออกมาให้เห็นเลยว่าจะสามารถเจรจาให้บรรลุเป้าหมาย และโอกาสที่จะได้ตัวไปร่วมทัพเร็ววันนี้คงยากไปอีกขั้น

อย่างไรก็ตาม สื่อยังคงคาดการณ์กันว่า ปีศาจแดง ยังคงไม่ยอมถอยออกมาและจะหาทางคว้าตัวแนวรุกรายนี้เข้าร่วมทีมให้ได้ เนื่องจาก มูรินโญ ได้ลิสต์รายชื่อไว้เป็นเป้าหมายอันดับต้นๆในการเสริมทัพ

“ริกะ อิชิเกะ” หวังผลักดันความนิยมในศิลปะการต่อสู้ของผู้หญิงในเอเชีย

ริกะมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างมากจนพูดได้ว่าเธอสามารถขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ เดินบนรันเวย์แคทวอร์คในเสื้อผ้าเทรนด์ล่าสุด หรือเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมความงามระดับไฮเอนด์ทางโทรทัศน์ได้สบายๆ

อย่างไรก็ตาม อิชิเกะไม่ได้มีเพียงวงหน้าที่สวยสะดุดตาเท่านั้น หากตัวตนที่แท้จริงของเธอคือการเป็นนักกีฬาศิลปะการต่อสู้ระดับมืออาชีพ

สาวสวยคนนี้เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ปัจจุบันอายุ 28 ปี เธอเกิดในครอบครัวที่หลงใหลในศิลปะการต่อสู้ พ่อของเธอซึ่งเสียไปแล้วเป็นนักยูโด ส่วนพี่สาวเป็นอายุรแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนกีฬาเทควันโด

ริกะได้รับอิทธิพลมาจากพ่อของเธออย่างมาก เธอจึงเริ่มฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวทั้งไอคิโด คาราเต้ และเทควันโดตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

“ฉันเริ่มฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่อายุน้อย ตอนนั้นคิดว่าต้องการท้าทายตนเอง จึงเริ่มฝึกคาราเต้ เทควันโด และไอคิโดไปพร้อมกัน” ริกะเผย

แต่เธอก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่เมื่อเติบโตขึ้นก็ต้องพักการฝึกศิลปะการต่อสู้ไว้ก่อน เพื่อให้ความสำคัญกับการศึกษาแทน

ถึงแม้เธอจะไม่สามารถให้เวลากับการฝึกซ้อมได้ แต่เธอก็ยังให้ความสนใจกับกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (mixed martial arts หรือ MMA) ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต

เสน่ห์ของกีฬา MMA ที่เปี่ยมด้วยการแสดงเทคนิคอันน่าตื่นตาตื่นใจและธรรมชาติของการแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้เธอหวนกลับมาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อีกครั้ง

ซึ่งคาราเต้และไอคิโดไม่สามารถตอบสนองต่อความกระหายในการเรียนรู้ที่เพิ่มสูงขึ้นได้ หรือพูดง่ายๆก็คือ เธอต้องการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ริกะฝึกปรือทักษะการเป็นนักศิลปะการต่อสู้ด้วยการผสมผสานรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกัน กระทั่งเข้าสู่สนามแห่งการต่อสู้แบบผสมผสานหรือ MMA อย่างเต็มตัว

ริกะที่มีสมญานามว่า “ตุ๊กตาตัวน้อย” หรือ “Tinydoll” เนื่องจากมีรูปร่างเล็ก เตรียมขึ้นเวทีต่อสู้เป็นครั้งที่ 3 ในการแข่งขันที่จัดโดย ONE Championship กับนักต่อสู้หน้าใหม่ชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อว่าโจมารี ตอร์เรสในรายการ ONE: KINGS & CONQUERORS ซึ่งจะระเบิดความมันในโคไท อารีน่า สนามกีฬาชื่อดังที่ตั้งอยู่ในโรงแรมเวเนเชียน มาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 5 สิงหาคมนี้

“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน MMA ที่จัดโดยบริษัทโปรโมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่สุดในโลกอย่าง ONE Championship ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสนี้ ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อครอบครัวและเพื่อคนไทยทุกคนด้วย” ริกะกล่าว

ด้วยการสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ของ MMA ขึ้นชก ริกะมองว่านี่คือเกียรติยศและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าแข่งขัน ONE Championship ซึ่งได้รับการยกย่องในวงกว้างว่าเป็นองค์กรกีฬาชั้นนำของเอเชีย

“ตอนแรก ฉันไม่รู้สึกถึงความกดดันแม้แต่น้อยในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ขึ้นชกในกรงบนเวที MMA เพราะฉันมีความเชื่อมั่นในตนเองและมั่นใจในความสามารถของตนเอง ฉันคิดว่าสามารถรับมือกับการต่อสู้ครั้งนี้ได้ แต่แล้วฉันกลับกลายเป็นที่สนใจอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถแสร้งทำเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูง่ายดายได้อีกแล้ว” ริกะกล่าวติดตลก

“ครอบครัวของฉันจะเดินทางไปชมด้วย คนไทยเกือบทั้งประเทศก็จะดูด้วยเช่นกัน การต่อสู้ไฟต์นี้จึงต้องชนะสถานเดียว แน่นอนว่าฉันจะทำให้ดีที่สุด” ริกะกล่าวเพิ่มเติม

ริกะไม่คิดว่าจะมีอุปสรรคใดๆ บนเส้นทางสู่โลกแห่งการต่อสู้แบบผสมผสานของ MMA เนื่องจากเธอเชื่อว่าเธอมีความพร้อมเต็มที่สำหรับการปฏิบัติภารกิจตรงหน้า

“ฉันหลงใหลในศิลปะการต่อสู้ จึงมีความสุขอย่างมากเมื่อได้แบ่งปันและเรียนรู้สิ่งใหม่เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้กับคนอื่น ฉันได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างในการฝึกซ้อม ซึ่งทำให้ฉันเข้มแข็งมากขึ้นและมีความพร้อมสำหรับไฟต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้” สาวสวยกล่าวยืนยัน

ถึงแม้เป้าหมายหลักของริกะจะอยู่ที่การคว้าชัยชนะครั้งที่ 3 ติดต่อกันในฐานะนักต่อสู้ระดับมืออาชีพ แต่เธอก็ยังต้องการเป็นกระบอกเสียงที่ช่วยยกระดับพลังสตรีด้วยการทะลายกำแพงที่แบ่งแยกเพศ

ริกะเน้นย้ำว่า การต่อสู้ MMA ระดับมืออาชีพครั้งที่ 3 ของเธอควรจะเป็นเหมือน “ก้าวกระโดด” สำหรับผู้หญิงที่จะเข้าใจว่าพวกเธอสามารถทำอะไรก็ได้ถ้ามีความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างแท้จริง

“ศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายเท่านั้น มีผู้หญิงไทยมากมายที่ขึ้นเวทีต่อสู้หลากหลายรูปแบบในประเทศไทย ทั้งมวยไทย เทควันโด คาราเต้ และแขนงอื่นๆ อีกมากมาย ตัวฉันเองเป็นเหมือนตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถต่อสู้ได้” ริกะกล่าว “สังคมแห่งศิลปะการต่อสู้ให้การต้อนรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ มีรูปร่างเล็กหรือตัวสูงใหญ่”

“หลายคนไม่เข้าใจในศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน พวกเขาคิดว่ามันไม่มีกฎกติกาและป่าเถื่อน” ริกะอธิบายเพิ่มเติม “ริกะต้องการแสดงให้พวกที่คิดแบบนั้นเห็นว่าเขาคิดผิด เพราะนี่คือกีฬาจริงๆ ริกะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่สามารถต่อสู้บนเวทีที่จัดโดยองค์กรระดับโลก การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องโหดร้าย แต่อยู่ที่เทคนิค”

ริกะตื่นเต้นที่ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักต่อสู้ชั้นนำอย่างแองเจล่า ลี เจ้าของฉายา “Unstoppable” แชมป์โลกอะตอมเวตของ ONE Women, เม “V.V” ยามากูชิ, อิสเตล่า นูเนส, จีน่า อิเนียง, เจนน่า หวง และแอน “Athena” ออสแมนในวงการ MMA ของผู้หญิงที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในเอเชีย

“ปัจจุบัน นักต่อสู้ผู้หญิงในเอเชียมีเวทีมากมายให้เลือกแสดงทักษะและศักยภาพซึ่งจัดโดยองค์กรระดับโลกอย่าง ONE Championship แองเจล่า, แอน และอีกหลายคนบุกเบิกเส้นทางสำหรับนักต่อสู้ผู้หญิงคนอื่นๆ อย่างตัวฉัน ซึ่งฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้เพื่อสานต่อสิ่งที่พวกเขาทั้งหลายได้เริ่มต้นไว้” ริกะกล่าว

ถึงแม้ว่าความเท่าเทียมทางเพศจะยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องถกเถียงกันต่อไป แต่ริกะเชื่อว่าศิลปะการต่อสู้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยลดกำแพงดังกล่าวลง

ริกะคิดว่าการได้เห็นผู้หญิงประสบความสำเร็จในกีฬาที่ถูกมองว่าเป็นของผู้ชายในตลอด 20 ปีที่ผ่านมานั้นคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

“ฉันต้องการเดินหน้ารณรงค์เพื่อทุกคนที่ยังไม่เข้าใจในความสวยงามของกีฬาประเภทนี้ ศิลปะการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่การสู้กัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสนับสนุนพลังของผู้ชายและผู้หญิง เราได้เห็นแล้วว่าผู้หญิงทำอะไรได้บ้างในการต่อสู้ในกรงบนเวที นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะปลดปล่อยศักยภาพของเราในกีฬาชนิดนี้อย่างเต็มที่”

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การต่อสู้ MMA ของผู้หญิงเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการแข่งขันที่ไม่มีใครสนใจสู่การได้รับความนิยมสูงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งหลายคนอาจตามไม่ทันด้วยซ้ำไป

กีฬาที่เคยเป็นของนักต่อสู้ผู้ชายเท่านั้นต้องหลีกทางให้นักต่อสู้ผู้หญิงที่มีทักษะอันยอดเยี่ยมทัดเทียมกันด้วยลีลาที่กระตุ้นฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนให้พุ่งกระฉูด ซึ่งบางครั้งการต่อสู้ของผู้หญิงให้ความสนุกเร้าใจมากกว่าผู้ชายเสียอีก
หลายปีแล้วที่พวกเธอเคยถูกพูดถึงไว้ว่า “สู้ได้ไม่ดีเพียงพอ” และที่ว่า “ไม่มีผู้หญิงมากพอที่จะมีเวทีการแข่งขันจริงจัง” แต่ปัจจุบัน ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของ MMA ได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ชื่อเสียงด้านลบของผู้หญิงที่เข้าแข่งขันกีฬาการต่อสู้จะเริ่มลดลงไปทีละน้อย แต่ริกะชี้ว่ายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อขจัดชื่อเสียงด้านลบดังกล่าวออกไปให้หมดอย่างสิ้นเชิง

“เราต้องเปิดโอกาสมากกว่านี้ ฉันคิดว่ามีผู้หญิงรุ่นใหม่มากมายที่อาจมีความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ เราต้องการการสนับสนุนจากผู้ชายและผู้หญิงเพื่อส่งเสริมให้พวกเธอเข้ารับการฝึกฝน” ริกะเผย

ริกะไม่เพียงมีความมุ่งมั่นเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ที่สนใจและนำเสนอโลกของศิลปะการต่อสู้เอเชียให้แก่คนที่ชื่นชอบอยู่แล้วเท่านั้น แต่เธอยังต้องการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจสูงสุดของผู้หญิงบนเวทีระดับโลกอย่าง ONE: KINGS & CONQUERORS

“ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จคือความมั่นใจในตนเอง และกุญแจสู่ความมั่นใจในตนเองอยู่ที่การเตรียมความพร้อม และฉันพร้อมเต็มที่สำหรับไฟต์นี้ ถ้าฉันมีการเตรียมพร้อมที่ดีก็จะสามารถต่อสู้กับใครก็ได้ และแน่นอนว่าฉันสามารถลงจากเวทีพร้อมกับชัยชนะ” สาวสวยนักสู้กล่าวปิดท้าย

เลิกบุหรี่ ชีวิตเปลี่ยน… ชวนกันเลิกบุหรี่ให้ได้ 3 ล้านคน ใน 3 ปี สร้างสถิติใหม่ประเทศไทย

เลิกบุหรี่ ชีวิตเปลี่ยน… ชวนกันเลิกบุหรี่ให้ได้ 3 ล้านคน ใน 3 ปี สร้างสถิติใหม่ประเทศไทย

“บุหรี่ เป็นยาเสพติดที่ถูกกฎหมาย” ประโยคนี้อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกแค่ว่า “ก็ใช่ แล้วไงต่อ” โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย จนกระทั่งได้ยินประโยคที่ตามมา

“บุหรี่ จะคร่าชีวิตครึ่งหนึ่งของผู้สูบที่ไม่ยอมเลิกบุหรี่”

ถ้าใครกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่กับเพื่อน ต้องลองหันไปมองหน้ากันแล้วสิว่า ระหว่างคุณกับฉัน ใครจะตายใครจะอยู่ !
แต่นั่นคงไม่ต่างอะไรกับข้อมูลตัวเลขซ้ำ ๆ ที่เราได้ยินกันจนชินหู เช่น ตัวเลขการเสียชีวิตจากโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ในกลุ่มคนอายุ 30 ปี ขึ้นไป ในปีที่ผ่านมา สูงถึง 50,710 คน หรือประมาณร้อยละ 12 ของการตายทั้งหมด ซึ่งโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นสาเหตุหลักของโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ รองลงมาคือโรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง  และโรคมะเร็งอื่น ๆ
พูดง่าย ๆ ว่าเจ้าบุหรี่นี้เป็นมหันตภัยที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์  74,884 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.78 ของจีดีพี โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางตรงทางการแพทย์เท่ากับ 11,473 ล้านบาท

ดังนั้น เครือข่ายหมออนามัยร่วมกับเครือข่ายสุขภาพ โดยการสนับสนุนของ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดทำโครงการ “3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน” ขึ้น แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่โครงการนี้จะคงดำเนินการอยู่ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองรัชกาลต่อไป โดยต้องเปลี่ยนความโศกเศร้าให้เป็นพลังความดี โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ชักชวน เชิญชวน และรณรงค์ให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่ ให้ได้จำนวน 3 ล้านคน ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้กับคนในชาติ ลดปัญหาการเจ็บป่วยและความสูญเสียจากการสูบบุหรี่

ตามเป้าหมายของโครงการที่วางไว้ ได้มีการกำหนดเป้าของผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่เป็นลำดับขั้น นับตั้งแต่วันก่อตั้งโครงการจนถึงวันครบรอบ 3 ปี ดังนี้คือ

• ปีที่ 1 (มิถุนายน 2559 – พฤษภาคม 2560) รวมจำนวนไม่น้อยกว่า 5 แสนคน
• ปีที่ 2 (มิถุนายน 2560 – พฤษภาคม 2561) รวมจำนวน 2 ล้านคน(นับต่อยอดจากปีที่ผ่านมา)
• ปีที่ 3 (มิถุนายน 2561 – พฤษภาคม 2562) รวมจำนวน 3 ล้าน (ยอดรวมทั้ง 3 ปี)

ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การสูบบุหรี่ของประชากรไทย ปี 2558 ในประชากรที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 10.9 ล้านคน  เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า ในขณะที่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้สมัครใจเลิกสูบบุหรี่ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว จำนวน 394,561 คน โดยมีจังหวัดทางภาคอีสาน มีผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการสูงสุด อันดับที่หนึ่งคือจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอุดรธานี เรียงตามลำดับ (ข้อมูลจาก www.quitforking.com (ณ เดือนเมษายน 2560)

“โครงการ 3 ล้าน 3 ปี นี้มีนัยแฝง เพราะถ้าจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่ เป็นไปได้ตามแผนการที่วางไว้ นั่นก็หมายความว่า ภายในสามปีนี้ ประเทศไทยจะสามารถลดอัตราคนสูบบุหรี่ลงได้มากถึง 25% ไม่ต้องสงสัยว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียจากค่ารักษาพยาบาลลงไปได้เป็นเงินมหาศาลอีกเท่าไร ที่สำคัญคือ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ชวนคนเลิกบุหรี่ โดยการตั้งเป้าปีละเป็นล้านคน ถ้าประเทศไทยทำโครงการนี้สำเร็จ ก็ต้องถือเป็นโครงการเขย่าโลกที่ทั่วโลกต้องจับตามองเลยทีเดียว”

สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่ สมัครได้ที่ อสม. รพ.สต.ใกล้บ้าน อสส. กทม. และ รพ. ในสังกัดกทม. และ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือ คลิกไปเปลี่ยนชีวิตคุณได้ที่ www.quitforking.com หรือ ปรึกษาเลิกบุหรี่ โทรฟรี 1600)

เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง

เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง

เห็ดหลินจือ สรรพคุณยอดสมุนไพรจากแผ่นดินจีน ยาอายุวัฒนะที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด

หนึ่งในสมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยารักษาโรคชั้นเลิศนั่นก็คือ “เห็ดหลินจือ” โดยสรรพคุณของเห็ดหลินจือได้รับการบอกต่อกันมาเนิ่นนานว่า ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน ต้านอักเสบ ต่อสู้โรคมะเร็ง จึงได้รับฉายาว่า “ยาอายุวัฒนะ” วันนี้ชวนมารู้จักสมุนไพรจีนเปี่ยมคุณค่าชนิดนี้กัน

เห็ดหลินจือ คืออะไร

เห็ดหลินจือ มีชื่อสามัญว่า Lingzhi mushroom, Reishi mushroom มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum เป็นยาจีนชั้นสูง ที่ใช้กันมานานกว่า 4,000 ปี ได้รับการบันทึกสรรพคุณไว้ในตำรา “เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง” ว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” เพราะมีพลังมหัศจรรย์ในการบำรุงร่างกาย เห็ดหลินจือจึงมีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลิงจือ เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู เห็ดอมตะ เห็ดศักดิ์สิทธิ์ เห็ดนางกวัก และยังถูกเรียกว่าราชาสมุนไพร เนื่องจากสรรพคุณทางยาในการบำรุงร่างกาย ขับพิษ ป้องกันและรักษาโรคที่ดีเลิศกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

เห็ดหลินจือ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่นิยมนำมาบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรคมากที่สุดก็คือ เห็ดหลินจือแดง (Ganoderma lucidum) เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดอกเห็ดหลินจือ

ดอกเห็ดเป็นรูปไตหรือรูปครึ่งวงกลม กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร หนา 1-3 เซนติเมตร ดอกอ่อนมีขอบสีขาว ถัดเข้าไปมีสีเหลืองอ่อน กลางดอกมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแดง ผิวเป็นมันคล้ายทาด้วยแลคเกอร์ มีริ้วหรือหยักเป็นคลื่น ขอบหมวกงุ้มลงเล็กน้อยและหนา ด้านล่างเป็นรูกลมเล็ก ๆ เชื่อมติดกัน

เห็ดหลินจือมีก้านสั้นหรืออาจไม่มีก้าน ถ้ามีก้านมักมีสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลดำ ยาว 2-10 เซนติเมตร อยู่เยื้องไปข้างใดข้างหนึ่งหรือติดขอบหมวก ทำให้ดอกมีรูปร่างคล้ายไต ผิวก้านเป็นเงา เนื้อในเห็ดมีสีน้ำตาลอ่อน

สปอร์เห็ดหลินจือ เป็นตัวช่วยในการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ถูกสร้างออกมาจากผนังของรูที่อยู่ใต้หมวกเห็ด ลักษณะเป็นรูปวงรีสีน้ำตาล ปลายด้านหนึ่งตัดตรง ผิวเรียบ มีผนังหนาสองชั้น ระหว่างผนังมีลายหนามยอดเรียวไปจรดผนังชั้นนอก เมื่อสืบพันธุ์ สปอร์จะหลุดออกจากรูใต้หมวกแล้วปลิวไปเกาะบนผิวดอก ทำให้เรามองเห็นดอกเห็ดเป็นมันเงาสีน้ำตาลคล้ายฝุ่นเกาะ เมื่อสปอร์กระจายออกไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจึงจะเจริญเติบโตเป็นเห็ดดอกใหม่

ประโยชน์ของเห็ดหลินจือ สรรพคุณสมเป็น “ยาอายุวัฒนะ”

ในเห็ดหลินจือมีสารสำคัญหลายชนิด โดยมีองค์ประกอบหลักคือ

– สารในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) มีฤทธิ์เสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด  ลดอาการอักเสบ

– สารในกลุ่มไตรเทอร์พีน (Triterpene)  ช่วยกำจัดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ ป้องกันโรคภูมิแพ้ ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด

– สารในกลุ่มนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ออกฤทธิ์บรรเทาอาการเจ็บปวด ป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัวในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส

– สารประกอบเจอมาเนียม (Gemanium) เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย บำรุงประสาท สมอง หัวใจ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด

นอกจากนี้ยังมีสารสำคัญอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยบำรุงสุขภาพ ต้านการอักเสบ ช่วยยับยั้งและรักษาอาการต่าง ๆ ของโรคได้มากมาย ซึ่งพบได้ทั้งในดอกเห็ดและสปอร์ แต่ส่วนใหญ่พบในสปอร์ และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มจะมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม โดยในตำรับยาระบุไว้ว่า “เห็ดหลินจือ” นำมาใช้รักษาได้หลายอาการ เช่น…

– บำรุงร่างกาย เสริมกำลัง บรรเทาอาการอ่อนเพลีย
– เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีรายงานการศึกษาทางคลินิกพบว่า เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด, ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม
– ลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาการของโรคเบาหวาน รวมทั้งโรคที่อยู่ในกลุ่มอาการความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย
– ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ
– เสริมสร้างความจำ ป้องกันอัลไซเมอร์
– ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น
– ชะลอความแก่ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
– ล้างพิษให้ร่างกาย
– บำรุงสายตา
– แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
– รักษาโรคภูมิแพ้ หืด หอบ
– เพิ่มความแข็งแรงให้ปอด ม้าม
– ลดความดันโลหิตสูง
– แก้ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์
– บำรุงระบบประสาท โดยมีการนำไปรักษาโรคประสาทที่มีอาการอ่อนเพลียอย่างเรื้อรังได้เห็นผล
– แก้อาการนอนไม่หลับ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร
– รักษาอาการปวดหลังจากการติดเชื้องูสวัด
– รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
– ลดการอักเสบในลำไส้
– บำรุงและรักษาโรคตับต่าง ๆ ทั้งตับแข็ง ตับอักเสบ ฟื้นฟูสมรรถภาพของตับที่ถูกทำลายจากการรับประทานยาจำนวนมากติดต่อกันเป็นเวลานาน
– ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
– ป้องกันการทำงานหนักของไต
– รักษาริดสีดวงทวาร
– ลดอาการปวดประจำเดือน
– แก้ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
– แก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก
ฯลฯ

ทั้งนี้การศึกษาของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่า มีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะไม่พบผลข้างเคียงหรือสารตกค้างที่ตับหรือไต

เห็ดหลินจือ กับสรรพคุณต้านมะเร็ง

สรรพคุณของเห็ดหลินจือที่วงการแพทย์กล่าวถึงกันมากที่สุดนั่นก็คือ ฤทธิ์ในการต้านมะเร็งและฆ่าเซลล์มะเร็ง เพราะมีงานวิจัยทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศพบว่า เห็ดหลินจือมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็งที่ได้ผลดีเยี่ยม เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาว เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สามารถออกฤทธิ์ต่อต้านกับเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ฯลฯ ทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด, ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม

แต่ก่อนที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะตัดสินใจใช้เห็ดหลินจือเป็นยาเสริมนั้น เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาหรือแพทย์ผู้ให้เคมีบำบัดก่อนทุกครั้ง เพราะการใช้สมุนไพรรักษามะเร็งร่วมกับการรักษาทางเคมีบำบัดอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ไปลดทอนประสิทธิภาพของยาเคมี ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น

วิธีรับประทานเห็ดหลินจือป้องกันโรค

1. ดอกเห็ดหลินจือฝานบาง ๆ ประมาณ 2-3 ชิ้น

2. ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที

3. ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา จะช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทาน และไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ช่วงเวลาที่ร่างกายจะสามารถดูดซับสารจากเห็ดหลินจือได้ดีที่สุดนั้น ก็คือช่วงเวลาที่ท้องว่าง โดยแนะนำให้ดื่มในช่วงตื่นนอนในตอนเช้า หรือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เห็ดหลินจือใช้ทานเพื่อเป็นยา จึงไม่ควรนำไปปรุงร่วมกับอาหารชนิดอื่น แต่หากไม่สะดวกจะนำดอกเห็ดหลินจือมาต้มน้ำดื่มก็สามารถทานเห็ดหลินจือในรูปแบบแคปซูล ชา กาแฟ ซึ่งแปรรูปวางขายอยู่ในท้องตลาดก็ได้เช่นกัน แต่ต้องทานตามปริมาณที่ระบุไว้ในฉลาก และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัย สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ที่ www.fda.moph.go.th

เห็ดหลินจือ ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงรับรู้ถึงสรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือว่ามีผลดีต่อสุขภาพมากมาย แต่มีราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากประเทศจีน จึงมีพระราชดำริให้เพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นเห็ดหลินจือสายพันธุ์ G2 (Ganoderma Lucidum 2)

จากนั้นในปี พ.ศ. 2549 นายซัง ตุง ฟู กรรมการบริษัท พีพัฒนาพร จำกัด ได้มอบเห็ดหลินจือสายพันธุ์ G9 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ผสมระหว่างเห็ดหลินจือเกาหลีกับเห็ดหลินจือป่าสีม่วงให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดานำไปทดลองวิจัยพัฒนา ซึ่งเห็ดพันธุ์นี้ศาสตราจารย์อี้ฉวนอี้ จากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านรักษาโรคนิวส์ไฮต้าเหลียน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยการเกษตรประเทศจีนพัฒนาขึ้น เพราะมีดอกใหญ่ หนา และมีสปอร์มาก นอกจากนี้ยังมีปริมาณสารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์สูงกว่าเห็ดหลินจือสายพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วย

เมื่อเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือได้สำเร็จ จึงได้นำไปแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือชนิดต่าง ๆ เช่น เห็ดหลินจือสกัดบรรจุแคปซูล, เห็ดหลินจือสำหรับชง, น้ำเห็ดหลินจือ, เม็ดอมเห็ดหลินจือ ฯลฯ โดยได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นยาแผนโบราณ จำหน่ายได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้มีเพียงผู้ป่วยเท่านั้นที่สามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ แต่คนทั่วไปที่เป็นกลุ่มรักสุขภาพก็สามารถทานเห็ดหลินจือได้โดยไม่เกิดผลข้างเคียง จึงได้รับการตอบรับที่ดี

เห็ดหลินจือ มีผลข้างเคียงไหม ?

แม้มีงานวิจัยพบว่า การทานเห็ดหลินจือไม่มีผลข้างเคียงและไม่มีสารตกค้างที่ตับหรือไต แต่ในบางคนอาจมีอาการแพ้เห็ดได้ สังเกตได้จากเมื่อทานเข้าไปแล้วมีอาการปากแห้ง คอแห้ง และอาจมีอาการคัน ผื่นขึ้น เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวดท้อง เลือดกำเดาไหล หากมีอาการเช่นนี้ไม่ควรทานเห็ดหลินจืออีก

เห็ดหลินจือ กับข้อควรระวัง ใครไม่ควรทาน !

ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ควรทานเห็ดหลินจือเลย เพราะอาจทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่รุนแรงกว่าเดิม เช่น

1. สตรีมีครรภ์และแม่ที่ให้นมบุตร เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอมายืนยันว่า เห็ดหลินจือมีความปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์หรือคุณแม่ที่ให้นมบุตร ดังนั้นเลี่ยงการทานเห็ดหลินจือในช่วงนี้ไปก่อนจะปลอดภัยกว่า

2. คนที่มีความดันโลหิตต่ำ เพราะเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ลดความดัน หากผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำทานเข้าไป จะทำให้ความดันยิ่งต่ำลงจนเป็นอันตรายได้

3. ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding disorder) หรือผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เพราะการทานเห็ดหลินจือในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น

4. ผู้ป่วยที่กำลังจะผ่าตัด เพราะเห็ดหลินจือจะเพิ่มความเสี่ยงอาการเลือดออกมากขึ้น ดังนั้นก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ไม่ควรทานเห็ดหลินจือ

5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคลูปัส หรือ เอสแอลอี (SLE) หรือ โรคพุ่มพวง ไม่ควรใช้เห็ดหลินจือ โดย นพ.บรรเจิด ตันติวิท ผู้เขียนหนังสือ “หลินจือ กับ ข้าพเจ้า” ระบุว่า นั่นเพราะเห็ดหลินจือจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายมากขึ้น

6. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ไม่ควรทานเห็ดหลินจือ เพราะมีแนวโน้มที่ผลจากเห็ดหลินจือจะเข้าไปลบล้างหรือขัดขวางการบำบัดด้วยยากดภูมิ

นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน, ยาลดการอักเสบ NSAID, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด Warfarin และ Heparin ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะเห็ดหลินจืออาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของยาและอาการที่ป่วยอยู่

“เห็ดหลินจือ” เป็นสมุนไพรที่ซ่อนประโยชน์ไว้มากมายจริง ๆ สมกับฉายา “ราชาแห่งสมุนไพร” แต่ถึงกระนั้นเราก็ขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนหาซื้อเห็ดหลินจือในรูปแบบต่าง ๆ มาทานเองนะคะ เพราะบางโรค บางอาการ อาจจะมีผลข้างเคียงกับวิธีการรักษาโรคแผนปัจจุบันได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
องค์การเภสัชกรรม, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร, กระทรวงสาธารณสุข, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, พืชเกษตรไทย, SpringNews, ไทยโพสต์, เดลินิวส์, webmd.com, organicfacts.net

 

6 ปัญหาสุขภาพเสี่ยงป่วยแน่ แค่เราดื่มน้ำไม่พอ !

6 ปัญหาสุขภาพเสี่ยงป่วยแน่ แค่เราดื่มน้ำไม่พอ !

เผย 6 ผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากการขาดน้ำ ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำบ่อย ๆ ต้องระวัง โรคภัยร้ายจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว

ว่ากันด้วยเรื่องของ “น้ำ” ส่วนประกอบสำคัญของร่างกายซึ่งเป็นสิ่งที่คนเราไม่สามารถขาดได้ เพราะแม้แต่ในเซลล์ที่เล็กที่สุดของร่างกายก็ยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นการขาดน้ำจึงเป็นสิ่งที่อันตรายต่อคนเราอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกกระหายแต่ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของเราอีกด้วย แต่ว่าการขาดน้ำจะอันตรายขนาดไหน เราลองไปดูสิ่งที่เว็บไซต์ harpersbazaar นำมาบอกกันดีกว่าค่ะ ใครที่ไม่ชอบดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำน้อย ๆ ดื่มน้ำไม่พอ ได้อ่านแล้วรับรองจะต้องเปลี่ยนใจมาดื่มน้ำให้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ขับของเสียไม่ได้

การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกายจะทำให้เกิดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพได้มากมาย นั่นเป็นเพราะน้ำช่วยขับของเสียในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ ไตก็จะไม่สามารถขับของเสียได้ ทำให้ของเสียเหล่านั้นจับตัวกันเป็นนิ่วในไตและถ้าขาดน้ำยังทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ นอกจากนี้น้ำยังช่วยเจือจางเลือดไม่ให้เข้มข้นจนเกินไป และป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของการหัวใจวาย

ระบบการเผาผลาญชะงัก

การศึกษาในปี 2010 ซึ่งถูกตีพิมพ์ในหนังสือ The Water Secret ของดอกเตอร์ Howard Murad พบว่าคนที่มีระบบการเผาผลาญที่ ดี มีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำในร่างกายที่มีอย่างเพียงพอ ซึ่งการดื่มน้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะทำให้อัตราความเร็วในการเผาผลาญอาหารขณะที่พักเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำน้อย หรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ

สมองทำงานแย่ลง

การศึกษาของ King College ในปี 2011 พบว่าภาวะขาดน้ำ ส่งผลกระทบต่อสมองของวัยรุ่นโดยตรง เพราะเมื่อขาดน้ำ สมองจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้แม้แต่ปัญหาที่ต้องพบเจอเป็นประจำก็อาจจะแก้ไขได้ยากขึ้น ไม่เหมือนเวลาที่สมองได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปก็ต่อเมื่อสมองได้รับน้ำอย่างเพียงพอค่ะ

กินจุขึ้น

การศึกษาในปี 2010 กับคน 45 คน โดยสถาบันวิจัยด้านสาธารณสุขและน้ำพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำอย่างน้อย 450 มิลลิลิตร ก่อนรับประทานอาหาร จะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง 75 -90 แคลอรี่ เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำน้อยซึ่งจะรับประทานมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่ดื่มน้ำมาก ๆ จะ จะสามารถลดน้ำหนักลงได้กว่า 5 ปอนด์ (2.3 กิโลกรัม) ภายในเวลา 3 เดือน ซึ่งมากกว่าผู้ที่ไม่ยอมดื่มน้ำอีกด้วย

ผิวพรรณหย่อนคล้อยและหมองคล้ำ

มีการศึกษาหนึ่งพบว่า น้ำมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์ ซึ่งหากเกิดภาวะขาดน้ำ หรือดื่มน้ำไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะทำให้ผิวพรรณเกิดริ้วรอย ดูแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวพรรณหมองคล้ำลงอีกด้วยล่ะค่ะ


หงุดหงิดง่าย

การดื่มน้ำไม่เพียงพอจนทำให้ร่างกายเกิดการขาดน้ำ เป็นสาเหตุทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ โดยการศึกษาในปี 2009 ซึ่งทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 60-75 นาทีโดยไม่มีการดื่มน้ำ และกลุ่มที่มีการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ พบว่าผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ จะเกิดอาการอ่อนเพลีย สับสน หงุดหงิด และมีอาการซึมเศร้ามากกว่ากลุ่มที่มีการดื่มน้ำอย่างเพียงพอค่ะ

รู้แบบนี้แล้วก็ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว มาดูกันว่าเราต้องดื่มน้ำเวลาไหนและปริมาณเท่าไร

– ตื่นนอนตอนเช้าดื่ม 1 แก้ว เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

– ตอนสาย ๆ ประมาณ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้นจึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

– ตอนบ่าย ๆ และตอนเย็น ช่วงละประมาณ 3 แก้ว

– ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

12 โทษของคาเฟอีน กินมากเกินไปอาจถึงตายอย่างกะทันหัน !

12 โทษของคาเฟอีน กินมากเกินไปอาจถึงตายอย่างกะทันหัน !

คาเฟอีนมีทั้งประโยชน์และโทษ แต่หากเราบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป อันตรายถึงตายได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีโรคประจำตัวมาก่อนเลย !

อะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดีในทุกกรณีค่ะ ยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัยของชีวิตแล้ว ยิ่งต้องดูแลกันให้มากขึ้น อย่างวันนี้กระปุกดอทคอมก็จำเป็นต้องออกมาเตือนทุกคนจริง ๆ ว่า อย่ากินคาเฟอีนมากเกินไป เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลย (อ่านข่าว สลด.. หนุ่มวัย 16 ดับเพราะคาเฟอีน หลังดื่มกาแฟ-น้ำอัดลม-เครื่องดื่มชูกำลัง ใน 2 ชม.)

เกริ่นไปขนาดนี้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์อาจมีสะดุ้งกันบ้าง เพราะยังไม่รู้ชัดว่าปริมาณคาเฟอีนแค่ไหนถึงจะเรียกว่ามากเกินไปจนเสี่ยงต่ออันตราย ดังนั้นเราขอบอกให้ทราบไปพร้อมกันเลยว่า สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหรือโรคอันตรายใด ๆ คาเฟอีนในปริมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันยังถือว่าปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ค่ะ โดยคำนวณง่าย ๆ จะได้กาแฟ 4 แก้ว หรือน้ำอัดลม 10 กระป๋อง หรือเครื่องดื่มชูกำลัง 2 ขวด โดยประมาณ แต่หากได้รับคาเฟอีนเกินกว่านี้ (ประมาณ 600 มิลลิกรัม = กาแฟขนาด 8 ออนซ์ 4-7 แก้ว) องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ก็ออกโรงเตือนเลยว่าอยู่ในเกณฑ์ที่อันตราย

โทษของคาเฟอีน

และในส่วนของหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัม (กาแฟสำเร็จรูป 2 แก้วมาตรฐาน) เพราะอาจส่งผลเสียต่อลูกในครรภ์ ส่วนเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-18 ปีนั้น สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน แนะนำให้รับคาเฟอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัม (กาแฟสำเร็จรูป 1 แก้วมาตรฐาน) ต่อวัน จึงจะอยู่ในระดับที่ร่างกายพอรับไหวและไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

เอาล่ะ…หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพว่าหากดื่มกาแฟหรือปล่อยให้ร่างกายรับคาเฟอีนมากเกินปริมาณที่แนะนำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราได้บ้าง ดังนั้นเราจะไม่รอช้าค่ะ ขอแฉโทษของคาเฟอีนต่อสุขภาพให้เห็นตามนี้เลย

โทษของคาเฟอีน

1. กระตุ้นอาการปวดหัว

แม้คาเฟอีนในจำนวนเล็กน้อยจะช่วยบรรเทาอาหารปวดหัวได้ในบางคน แต่หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป ฤทธิ์ของคาเฟอีนอาจส่งผลตรงกันข้าม คือกระตุ้นอาการปวดหัวหนัก ๆ ได้ และอาจพัฒนาไปเป็นโรคไมเกรนในที่สุด

โทษของคาเฟอีน

2. ใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ

นี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ร่างกายบอกให้เรารู้ว่าตอนนี้รับคาเฟอีนมามากเกินขีดจำกัดแล้ว โดยคนที่ดื่มกาแฟหลายแก้วใน 1 วัน หรือกินอาหารที่มีคาเฟอีนเข้มข้นมาก ๆ จะรู้สึกได้เลยว่าเกิดอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ นั่นก็เพราะคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นประสาท โดยจะออกฤทธิ์กระตุ้นสมองส่วนกลาง ก่อให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวได้

3. ความดันโลหิตสูงขึ้น

งานวิจัยจาก Mayo Clinic เผยว่า ปริมาณคาเฟอีน 160 มิลลิกรัมก็เพียงพอให้ความดันโลหิตในร่างกายเราสูงขึ้นได้ ดังนั้นคนที่มีโรคความดันโลหิตสูงจึงควรต้องระมัดระวัง พร้อมทั้งจำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ควรได้รับต่อวันให้ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม (กาแฟประมาณ 2 แก้วกว่า ๆ) ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังดื่มกาแฟเข้าไป เพราะนั่นเป็นช่วงที่คาเฟอีนซึมเข้ากระแสเลือดได้อย่างเต็มที่แล้ว

4. เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในวัยรุ่น

ดร.Lucio Mos หัวหน้าทีมวิจัยพบว่า ในกลุ่มวัยรุ่นที่ดื่มกาแฟเกินขนาด หรือได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึง 4 เท่า (กรณีที่ดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวัน) ทั้งนี้ไม่เพียงแต่กาแฟเท่านั้นที่มีคาเฟอีนนะคะ แต่ยังรวมไปถึงน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ยาพาราเซตามอล ยาแก้ปวด ช็อกโกแลต หรือชาชนิดต่าง ๆ ด้วย ซึ่งหากบริโภคอาหารที่มีคาเฟอีนเหล่านี้มากเกินไป โอกาสที่ร่างกายจะได้รับคาเฟอีนเกินขนาดก็ย่อมมีมากขึ้น

5. เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมและซีสต์ในผู้หญิง

ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่รับคาเฟอีนเข้าร่างกายมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมและการเกิดซีสต์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเลยทีเดียว

โทษของคาเฟอีน

6. ลำไส้แปรปรวน

หากเราบริโภคคาเฟอีนมากกว่า 500-600 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบกับกาแฟ 5-6 แก้ว อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์เป็นสารขับน้ำอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย อีกทั้งคาเฟอีนยังมีฤทธิ์เป็นยาระบาย คนที่ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปจึงอาจมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย หรือมีอาการลำไส้แปรปรวนได้

7. เป็นตะคริวง่าย

ถ้าอยากรู้ว่าเราบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปหรือเปล่าก็สังเกตได้ง่าย ๆ จากอาการตะคริวค่ะ เพราะหากบริโภคคาเฟอีนมากเกินขนาด แน่นอนว่าร่างกายเราจะตกอยู่ในสภาวะขาดน้ำอันเนื่องมาจากฤทธิ์ขับน้ำของคาเฟอีนนั่นเอง และหากร่างกายมีคาเฟอีนในปริมาณที่สูงภายในเวลาสั้น ๆ อาการตะคริวก็อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันด้วยนะคะ

8. พูดเร็วและรัว

อาการทางประสาทที่เห็นได้ชัดจากภาวะที่ร่างกายมีคาเฟอีนมากเกินไปคืออาการพูดไม่รู้เรื่อง พูดเร็วและรัว ซึ่งเป็นผลจากการที่สมองส่วนกลางถูกกระตุ้นและสั่งงานมายังระบบประสาทให้ตื่นตัวเร็วเกินไปนั่นเอง

โทษของคาเฟอีน

9. นอนไม่หลับ

นอกจากคาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้เรารู้สึกกระวนกระวาย ใจเต้นเร็วแล้ว หากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปก็จะทำให้เรานอนไม่หลับทั้งที่รู้สึกเพลียหนักมากด้วยนะคะ สัญญาณนี้ดูไม่ค่อยดีกับสุขภาพโดยรวมเลยใช่ไหมล่ะ

10. ประสาทหลอน

Leftในทางการแพทย์เชื่อว่า อาการประสาทหลอนจากภาวะคาเฟอีนเกินขนาดเป็นผลมาจากความเครียดและการที่ร่างกายไม่ได้พักผ่อน รวมไปถึงฮอร์โมนอะดรีนาลินที่ถูกกระตุ้นหลั่งมากเกินไปจนร่างกายเกินลิมิตที่จะควบคุมได้ด้วย

โทษของคาเฟอีน

11. ดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วทุกวัน เสี่ยงตายก่อนวัยอันควร

ผลการวิจัยจากพาร์ทเนอร์รายหนึ่งของ Mayo Clinic เผยว่า ผู้ชายที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และไม่ค่อยออกกำลังกาย หากดื่มกาแฟขนาด 8 ออนซ์เกิน 4 แก้วเป็นประจำ จะมีความเสี่ยงตายก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 21% ด้วยกัน ทว่าแม้จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ความเสี่ยงของการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเหมือนกันหากคุณดื่มกาแฟเกิน 4 แก้ว หรือรับคาเฟอีนเกินกว่าที่ร่างกายจะรับมือได้ไหว

ยิ่งหากเหตุผลที่คุณดื่มกาแฟอัด ๆ เข้าไปเป็นเพราะต้องการปลุกให้ร่างกายตื่น ฟื้นจากความอ่อนเพลีย แทนที่จะเลือกวิธีนอนหลับพักผ่อนให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองจริง ๆ ก็แน่นอนว่าสุขภาพของคุณจะค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วการที่เราดื่มกาแฟเข้าไปแล้วมีเรี่ยวแรงขึ้นได้ก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของกาแฟโดยตรง แต่เป็นร่างกายเองที่ดึงกำลังสำรองมาใช้ ซึ่งเมื่อถึงคราวที่จำเป็นต้องอาศัยกำลังสำรองขึ้นมาจริง ๆ แล้วร่างกายไม่มีกำลังเหล่านั้นเหลืออยู่ ภูมิต้านทานของเราจะต่ำลง ล้มป่วยได้ง่าย หรือป่วยแล้วไม่ยอมหายเลยก็เป็นได้

โทษของคาเฟอีน

12. เสียชีวิตกะทันหัน !

เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนที่มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะเสียสมดุลของสารเกลือแร่ในร่างกาย ก่อให้เกิดอาการชักเกร็ง หลังแอ่น ปอดแฟบ ความดันโลหิตพุ่งสูงอย่างเฉียบพลัน หัวใจบีบรัดมากเกินไป ส่งผลให้ภาวะการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจนถึงแก่ชีวิตได้ โดยปริมาณคาเฟอีนที่อันตรายต่อร่างกายถึงเพียงนี้ก็จะอยู่ที่ราว ๆ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 5,000-10,000 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ

โทษของคาเฟอีนที่มากเกินไปน่ากลัวน้อยซะเมื่อไรจริงไหมคะ ดังนั้นจึงอยากเตือนทุกคนอีกครั้งว่าพยายามหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในกรณีที่ไม่จำเป็นจริง ๆ จะดีกว่า หรืออย่างน้อยจำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ร่างกายจะได้รับต่อวันก็ยังดี และอย่าลืมเด็ดขาดด้วยนะคะว่า ไม่ใช่แค่กาแฟเท่านั้นที่มีคาเฟอีน แต่อาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นก็มีคาเฟอีนด้วยเช่นกัน

– 6 อาหารที่มีคาเฟอีนแฝงอยู่ บอกเลย ถึงไม่ดื่มกาแฟก็หนีไม่พ้น

และสำหรับใครที่อยากโบกมือลากาแฟเพื่อลดปริมาณคาเฟอีนในร่างกายลงบ้าง เราก็มีวิธีเลิกกาแฟมาบอกต่อ

– วิธีเลิกกาแฟ อยากบอกลาคาเฟอีน ทำตามนี้

พระแตกตื่น! กล้องวงจรปิดจับภาพดวงไฟปริศนาลอยในวิหาร เชื่อเป็นวิญญาณหลวงปู่ศูข

แตกตื่นทั้งวัด! กล้องวงจรปิดจับภาพดวงไฟปริศนาลอยไปมาในวิหารหลวงปู่ศูข แต่พอเข้าไปดูก็ไม่พบ จึงได้จุดธูปไหว้หลวงปู่บอกไม่ต้องเป็นห่วงวัด อึ้ง!จากนั้นดวงไฟก็ลอยหายไป

วันที่.25.เม.ย.60 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่วัดห้วยจระเข้เลขที่ 447. ถ.พิพิทประสาท  ต.ห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม หลังจากมีผู้นำภาพวงจรปิดลงโพสต์ในเฟสบุ๊ก กลุ่มข่าวสารนคปฐม หลังจากที่กล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ว่าดวงไฟปริศนาลอยไปลอยมาในวิหารหลวงปู่ศูขทำเอาพระแตกตื่นกันไปทั้งวัดแต่พอเข้าไปดูก็ไม่พบและมองไม่เห็นดวงไฟดังกล่าวพระมหาพิธยาปริญญาโณ รองเจ้าอาวาส และพระเลขาเจ้าอาวาส จึงได้จุดธูปไหว้บอกว่าหลวงปู่ถ้าเป็นห่วงวัดไม่ต้องเป็นห่วงเดียวพระที่อยู่ดูแลให้เองจากนั้นดวงไฟก็ลอยลงมาที่กลางพื้นของวิหารจากนั้นดวงไฟก็หายไป

พระมหาพิธยาปริญญาโณ รองเจ้าอาวาส และพระเลขาเจ้าอาวาส เล่าให้ฟังว่า วิหารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัย ร.5 ตั้งแต่ปี 2443 -2560 นับได้117 ปี  เดิมทีเป็นโบสถ์ จากนั้นทางวัดได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นมาใหม่ ตอนสมัยหลวงปู่นาคหลังเดิมจึงไม่ได้ใช้งานอะไรทางวัดจึงทำเป็นพระวิหารหลวงปู่ศูขเพราะว่าสมัยที่หลวงปู่ศูขยังมีชีวิตท่านได้มรณภาพที่วิหารหลังนี้ เ

แต่ที่ดวงไฟปริศนาที่เกิดขึ้นมาเมื่อคืนนี้ก็ไม่รู่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะว่าติดกล้องวงจรปิดมาตั้งนานแล้วก็ไม่เกิดมาเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เวลาประมาณ21.30.น ของวันที่24.เม.ย.60 ก็ยังหาข้อสรูปไม่ได้ว่าดวงไฟเกิดจากอะไรกันแน่ตอนที่เข้าไปเมื่อคืนพอเข้าไปแล้วก็มองไม่เห็นดวงไฟที่ลอยไปลอยมาแต่อย่างใด และยังหาที่มาของไฟปริศนายังไม่ได้เพราะว่าวันนี้ได้มีการเข้าไปตรวจเช็คทุกอย่างแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกตและยังต้องจับตาดูต่อไปเนื่องจากว่ากลัวว่าจะเกิดไฟไหม้ขึ้นมาได้ป้องกันเอาไว้ก่อน

“ลูกเกด” ปัดเป็นต้นเหตุ “มาช่า” ออก The Face เมินคนด่าไม่จบ

ยังคงถูกจับตามองและพูดถึงไม่จบ หลังจากที่ “มาช่า วัฒนพานิช” ลาออกจากการเป็นเมนเทอร์ใน The Face Thailand ซีซั่น 3 อย่างกะทันหัน ซึ่งคนก็พุ่งเป้าไปว่า “ลูกเกด เมทินี” เป็นต้นเหตุของการยุติบทบาทเมนเทอร์ครั้งนี้ ล่าสุดพอมีโอกาสได้เจอสาวลูกเกดที่มาร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ บรีส เอกเซล คอมฟอร์ท ในงาน The Luxury Laundry House ณ ลานเซ็นทรัล คอร์ท (ลิฟต์แก้ว) เซ็นทรัล เวิลด์ พร้อมกับน้องสกาย ลูกชาย เจ้าตัวก็ได้เปิดเผยว่า…

“วันนี้จริงๆ พระเอกของโฆษณาคือน้องสกาย ถ่ายคู่กันค่ะ ไม่ใช่งานแรก น่าจะเป็นงานที่ 2 แล้วค่ะ ก็ดีใจที่ไม่เขิน จริงๆไม่ค่อยได้เทรนเขาเท่าไหร่ ที่บ้านเราเน้นการเรียนและกีฬา เรื่องของการแสดงไม่ค่อยเท่าไหร่ นอกจากน้องเขามีการแสดงที่โรงเรียนจะช่วยกัน ก็น่าจะอีกสักพักใหญ่ แต่เขาเป็นคนค่อนข้างตลกนะคะ”

“เขามีแววไหม ก็มีบ้างนะ จะออกแนวฮาๆ ตลกๆ ยังไม่มีผู้จัดติดต่อค่ะ จริงๆ อยากให้น้องเรียนก่อน อยากปั้นให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำด้วย เพราะเขาชอบว่ายน้ำ ตอนนี้เวลาไปแข่ง เขาก็ว่ายเร็วอยู่ ได้เหรียญมากกว่า 10 เหรียญ ไม่ธรรมดา ภูมิใจมากเลย คือถ้าเราไม่ได้ย้ายไปอยู่พังงา เราจะไม่รู้ว่าเขาจะได้ดีทางด้านนี้”

“ตอนนี้แฮปปี้มากค่ะ ในเรื่องของงานเราจะอธิบายให้เขาเข้าใจ เขาจะรู้อยู่แล้วว่าในชีวิตจริงกับในทีวีจะไม่เหมือนกัน นานๆ ทีเขาจะได้ดู เพราะปกติวันเสาร์เขาจะมีกิจกรรม ไปเทรนนิ่งว่ายน้ำเยอะ”

ประเด็นกับพี่มาช่า มีโอกาสได้คุยกันบ้างหรือยัง?
“ยังไม่ได้คุยเลยค่ะ เพราะปกติเราไม่ค่อยได้คุยกันนอกเวลาทำงาน มีส่งข้อความหากันบ้าง มีวันนึงจะนัดทานข้าวกับเมนเมอร์ทุกคนแต่คิวไม่ลงตัว แต่เร็วๆ นี้คงได้เจอกัน”

คนจับตามองว่าเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่มาช่าต้องออกจากเมนเทอร์?
“ไม่ใช่มั้ง ไม่ใช่เพราะเกดแน่นอน ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจแน่นอน ไม่ทราบมาก่อน ตอนที่เราอยู่ที่ฉากไอซ์สเก็ต ที่เขาประกาศว่าหน้าที่เมนเทอร์มาช่าจบ

ศิลปินหนุ่มนั่งฟักไข่เกือบเดือน ให้กำเนิดลูกเจี๊ยบได้สำเร็จ

ศิลปินหนุ่มใหญ่ฝรั่งเศส นั่งฟักไข่ออกเป็นลูกเจี๊ยบได้สำเร็จ หลังเก็บตัวใช้ชีวิตอยู่แต่ในตู้กระจกใส่เป็นเวลาเกือบเดือนเต็ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โครงการของศิลปินหนุ่มใหญ่ชาวฝรั่งเศส วัย 44 ปี ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งกลางกรุงปารีส ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากศิลปินรายนี้เก็บตัวอยู่ในตู้กระจกใสเกือบเดือน เพราะต้องนั่งฟักและกกไข่ไก่ 10 ฟอง เหมือนกับตัวเองเป็นแม่ไก่ และล่าสุดลูกเจี๊ยบตัวแรกก็ให้กำเนิดแล้ว

อับบราแฮม พอยน์เชอวาล ศิลปินหนุ่มชาวฝรั่งเศสได้โชว์โครงการล่าสุดของเขา โดยใช้ตัวเองเสมือนเป็นแม่ไก่ เฝ้าฟักและกกไข่เป็นเวลาเกือบเดือนเต็มๆ ตามรายงานระบุว่า เขาได้เข้าไปอยู่ในตู้กระจกใสที่ตั้งอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ Palais de Tokyo ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับไข่ไก่ที่ต้องฟูกฟัก 10 ฟอง

ศิลปินหนุ่มรายนี้ต้องใช้ชีวิตช่วงนี้เกือบทั้งหมดอยู่แต่ภายในตู้กระจกใส โดยตู้ดังกล่าวออกแบบให้มีการปรับอุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับการฟักลูกเจี๊ยบ โดยอุณหภูมิจะต้องคงที่ราวๆ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าค่อนข้างร้อนสำหรับมนุษย์ แต่เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการให้กำเนิด

ทุกๆ วันศิลปินหนุ่มจะมีเวลาออกจากตู้กระจกพักแค่ 30 นาทีต่อ 24 ชั่วโมง ก่อนที่เขาจะกลับไปนั่งกกไข่ โดยมีผ้าห่มหนาๆ คลุมอยู่ กระทั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 เม.ย.) ผลงานชิ้นเลิศก็ได้ให้กำเนิดขึ้น ลูกเจี๊ยบตัวแรกจาก 10 ฟองฟักออกมาจากไข่ และดูเหมือนจะสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนได้รับการดูแลจากแม่ไก่

โฆษกของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ระบุว่า โครงการชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ยากสำหรับศิลปินหนุ่มคนนี้มาก เพราะเขาต้องกกไข่ทั้งนั่งและนอนไปในเวลาเดียวกัน กระทั่งลูกเจี๊ยบตัวแรกให้กำเนิดในที่สุด ตอนแรกเขายังไม่ให้อาหารใดๆ เพื่อให้ลูกเจี๊ยบได้ปรับเข้ากับสภาพแวดล้อม จนย่างเข้าสู่วันที่ 3 กระบวนการทางชีวิตจึงเริ่มขึ้นและให้อาหารลูกเจี๊ยบได้ตามวิถีชีวิต

อย่างไรก็ตาม ยังเหลือไข่ไก่อีก 9 ฟองที่่ยังไม่ได้ฟักออกมาเป็นลูกเจี๊ยบ ซึ่งก็หวังว่าทุกอย่างน่าจะเป็นไปด้วยดี หากเขาฟักไข่ออกมาได้ครบทุกตัว ก็ถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จที่ทำให้เห็นถึงการเลี้ยงดูและฟูมฟักต่างสายพันธุ์ ซึงได้รับความสนใจจากผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยู่ในวัยเรียนรู้

GGenting Crown คาสิโนออนไลน์ที่มีรูปแบบเกมส์การเล่นที่สนุกตื่นเต้น เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง